คุณรู้จักเองกออ๊ะป่าว

กรกฎาคม 22, 2008

ตามประวัติศาสตร์จีน “เองกอ” เป็นกลุ่มชาวบ้านหลากอาชีพหลากสาขากจากเทือกเขาเหลียงซาน(ถ้าจำไม่ผิด) ซึ่งมีจำนวนร้อยกว่าคนจับกลุ่มแต่งหน้าทาปากเพื่อทำการต่อต้านและต่อสู้กับอำนาจเสื่อมทรามของการปกครองของขุนนางจีนในยุคนั้น การทาหน้าให้เป็นรูปแบบต่างๆกว่าร้อยหน้าย่อมมีความหมายแน่นอน สีแต่ละสีบ่งบอกถึงความสำคัญและบทบาทหน้าที่ต่างกันไป ซึ่งผมจำไม่ได้แล้ว ((((แป่ววว)))

ในรูปนี้ผมวาดขึ้นมาเพื่อจะเอามาสกรีนครับ  เลยต้องแยกเป็นสีๆไว้เพื่อให้คำนวนค่าบล้อกค่าเพลตกันง่ายๆ และเพื่อจะได้รู้ด้วยว่าจำนวนสีที่สามารถสกรีนได้ต่างกันแล้ว เราควรวางคู่สียังไงไม่ให้มันเพี้ยนไปจากออริจินัลจนเกินไป ผลมันก็ออกมาเป็นเช่นนี้แล..


ภาพปลากรอบ

กรกฎาคม 22, 2008

หน้าไม่อาย อย่าเห็นแก่ตัว

วันปีใหม่ที่ระเบิดทั่วกรุง

นกไร้ขา

 

แมวเซ็งกะหัวแห้ว

ชวลิต


ผมกับเสื้อยืดดดดดดดดดดด

กรกฎาคม 21, 2008

ลายเสื้อตอนfat fest 4

อย่าถามนะครับว่ามันคือรูปอะไร เพราะตอนวาดก็วาดไปเรื่อยๆต่อนั่นเติมนี่จนมันออกมาเป็นรูปนี้ เหมือนจะเป็นช้างแต่ก็เป็นช้างแบบประหลาดๆ รูปนี้เป็นหนึ่งในสามรูปที่วาดขึ้นไปเพื่อทำเป็นลายเสื้อยืดไปขายในงานแฟตเฟสติวัลครั้งที่ 4(มั้ง) ที่จัดขึ้นที่สนามม้านางเลิ้ง ปรากฏว่าขายดีมากครับ เหลือกลับบ้านประมาณสิบตัว รวยเละไปเลยคราวนั้น นับว่าเป็นการทำของไปขายครั้งแรก และเป็นครั้งที่จุดประกายความละโมบเร่งเร้าให้ผมลงทุนทำเสื้อขายจำนวนมากขึ้นและอลังการกว่าเดิม เพื่อไปขายในงานแฟตทีเชิ้ตครั้งที่1 ในเวลาต่อมา ซึ่งก็ประสบความสำเร็จงดงามอีกเช่นกัน สุดท้ายเลยละโมบแบบมั่นใจมากขึ้นถึงกับลงทุนทำเสื้อขายที่ เจเจเลยทีเดียว …และจบด้วยการเจ๊งครับ 555

แต่ผมไม่คิดมากครับคิดว่าเป็นประสบการณ์ ที่เจ๊งมันก็ไม่ใช่เพราะเราทำไม่ดี หรือไม่ตั้งใจทำ (เจ๊งเพราะโดนขโมยเงินและโดนเอาที่คืนในวันเดียวกัน!!!) ต้องเรียกว่า “ซวยจริงๆ” ไม่มีคำไหนเหมาะกับการเจ๊งครั้งนั้นด้วยคำๆนี้อีกแล้ว


ขำขำกับงานเก๊าเก่า

กรกฎาคม 19, 2008

โปสการ์ดที่แจกในงานแสดงธีสิส

ห้องนอน : ส่งประกวดหัวข้อรณรงค์ไม่ทำลายสาธารณสมบัติ

ห้องน้ำ : ส่งประกวดหัวข้อรณรงค์ไม่ทำลายสาธารณสมบัติ

งานที่เห็นเป็นงานสมัยเรียนครับที่ผมไปขุดมาจากแผ่นซีดีที่ทิ้งไว้มาหลายปีแล้ว มานั่งเปิดดูแล้วขำๆดี บางงานเชยมากๆ ผมเลยพยามหางานที่เชยน้อยที่สุดมาประจานกัน

งานชิ้นแรกที่เลือกมาเพราะมีความหมายครับ มันคือผลงานออกแบบปกสูจิบัตรและโปสการ์ดไว้แจกในงานแสดงผลงานธีสิสตอนที่ผมเรียนจบ งานนี้จริงๆแล้วทำกันหลายคนแบ่งแยกหน้าที่กันไป  ช่วยกันคิดจนได้คอนเซ็ปว่า firework แปลไทยได้ว่า งานเผา เอ้ยยยย ไม่ใช่ แปลว่า ดอกไม้ไฟครับ  ดอกไม้ไฟที่จุดแล้วมันก็บินขึ้นไปแตกเป็นแสงสีสวยงามในท้องฟ้านั่นแหละครับส่วนทำไมต้อง firework อันนี้ผมเองก็ลืมไปแล้ว แต่ดูแล้วก้ไม่ได้ซ่อนความหมายซับซ้อนอะไรคิดว่าคงเข้าใจได้ไม่ยาก

งานชิ้นที่สองกับชิ้นที่สาม เป็นงานที่คิดและทำพร้อมกันครับ เป็นแคมเปญที่ผมทำส่งประกวดที่จัดขึ้นโดยห้างเซ็นทรัลครับ มันเกี่ยวกับการรณรงค์ให้อย่าไปทำลายสาธารณะสมบัติ ผมเลยตีโจทย์เอาง่ายๆว่า อะไรที่ตรงกันข้ามกับคำว่า “สาธารณะสมบัติ” ซึ่งมันก็คือ “สมบัติส่วนตัว” นั่นเอง แล้วก้ถามต่อว่า แล้วอะไรที่มันเป็นที่ๆส่วนตัวจริงๆบ้าง ก็คิดออกมาได้สองที่คือ ห้องนอนและห้องน้ำ  ไอเดียจึงเกิดต่อได้ว่า ถ้างั้นเมื่อสันดานของพวกชอบทำเลอะเทอะมันแก้ยากนัก ก้บอกให้มันไปฉีดไปเขียนไปวาดให้เลอะเทอะในที่ส่วนตัวของมันสิ จะได้ไม่ต้องรบกวนชาวบ้าน  สุดท้ายมันก็เลยออกมาเป็นภาพนี้และข้อความแบบนี้ครับ

ยังมีงานอีกหลายชิ้นครับที่ไปค้นดูแล้วขำกลิ้ง ว่างๆลองกลับไปหาอะไรที่ทำไว้ตอนเรียนสิครับแล้วจะรู้ว่าตอนนั้นเราเผางานได้รั่วขนาดไหน


เก็บปืนให้ไกลเด็กหรือเก็บเด็กด้วยไกปืน

กรกฎาคม 19, 2008

เก็บปืนให้ไกลเด็กหรือเก็บเด็กด้วยไกปืน

รายต่อไปอาจเป็นคุณ

จำไม่ได้แล้วว่างานชิ้นนี้ส่งที่ไหน หรือไม่ได้ส่งเลยสักงานก็ไม่รู้ 

ไอเดียคร่าวๆ คืออย่าเก็บปืนให้เด็กเห็น  เพราะเด็กอาจจะเอามาเล่นจนเกิดอันตรายที่จริงๆแล้วใครๆก็คาดถึง(ว่าไหม) ความประมาทแบบนี้มันทำให้ทั้งชีวิตของคุณผู้ใหญ่และคุณเด็ก กลายเป็นของเล่นที่มันล้มระเนระนาดเอาง่ายๆเพียงปลายนิ้ว


กระชากหน้ากาก ปตท.

กรกฎาคม 18, 2008

Designer : เข็มเพชร ระหว่างงาน,เอกพล ทรัพย์พงษ์

Photographer : วรงค์กรณ์ ดินไทย

ขออนุญาตแอบอวดนิดนึงสำหรับ หนังสือแมกาซีนรายเดือนที่ชื่อ POSITIONING ฉบับที่ 50 ปกนี้ ที่ว่าด้วยเรื่องการเปิดโปงข้อมูลที่ลึกลับซับซ้อนเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานในประเทศซึ่งมีเอี่ยวรวมไปถึงกรณีเขาพระวิหารที่กำลังประทุจุดเดือดมากขึ้นทุกวัน ( ถ้าอยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ขอแนะนำไปซื้อที่แผงครับ แล้วจะตะลึงกับตัวเลขทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในแต่ละหน้า )

ฉบับนี้บังเอิญผมได้โอกาสมีส่วนร่วมในการคิดปกโดยไม่ตั้งใจ ในขณะที่เพื่อนๆกราฟฟิคกำลังขมักเขม่นนั่งทำเลย์เอ้าท์แบบต่างๆให้ผู้ตัดสินใจเลือก ผมเลยนึกสนุกขอช่วยคิดบ้าง จนเมื่อคิดได้และทำสเก็ตง่ายๆให้เพื่อนทีมงานที่จัดทำดู ช่างภาพและเพื่อนๆกราฟฟิคก็ช่วยกันจัดแจง เพื่อทำให้ภาพก็ออกมาอย่างที่เห็น จนในที่สุดวันนี้หนังสือได้พิมพ์ออกมาแล้ว โดยส่วนตัวผมแล้วผมพอใจมากกับความแรงของภาพและก๊อปปี้บนปกที่ชวนให้เปิดดูเนื้อหาข้างในเป็นอย่างมาก

แนวคิดของภาพนี้ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพราะผมเห็นคำว่ากระชากหน้ากากจึงจินตนาการนึกไปถึงภูติม้าดำที่เที่ยวขี้ม้าฆ่าฟันตามล่าตัวเอกในหนังเรื่อง lord of the ring เป็นนักล่าที่มองไม่เห็นหน้า จะเห็นเพียงแต่ผ้าคลุมสีดำคลุมเงาดำจนไม่เห็นว่าภายใต้ผ้าคลุมนั้นจะเป็นใบหน้าที่ชั่วร้ายขนาดไหน(ชั่วแบบประมาณไม่ได้) แต่ในปกนี้ผมจะขอดัดแปลงจากภูติม้าดำตัวนั้นสักนิดนึงคือ จากที่ไม่เห็นอะไรเลยภายใต้ผ้าคลุมนั้น แต่ปกนี้เราก็แอบเฉลยเลยว่าภายใต้เงาดำที่สูบเลือดสูบเนื้อคนในชาติที่ทำให้ชาวบ้านแห้งเหี่ยวลงไปทุกวันๆ แท้จริงแล้วหน้าตาเป็นยังไง

ผมยอมรับว่าภาพแบบนี้ไม่ได้เป็นมุกใหม่ที่ไม่เคยเห็น แต่พอมาวางให้ถุกที่ถุกเวลาถูกเรื่องราว ผมคิดว่ามันก็ฉุดให้คนหยิบขึ้นมาอ่านได้ดีเหมือนกัน

ถ้ายังไงใครบังเอิญหรือตั้งใจไปแผงหนังสือ อย่าลืมมองหาPOSITIONINGฉบับนี้จะได้เห็นกันไปเลยว่าใครที่อยู่เบื้องหลังของการสูบเลือดเนื้อของพลังงานในชาติได้อย่างไม่น่าให้อภัย


wish

กรกฎาคม 16, 2008

wish ในดิกชินนารี่ แปลว่าความปรารถนาครับ ภาพถ่ายสองชิ้นนี้จริงๆแล้วไม่ได้ถูกตั้งใจถ่ายแบบมีการวางแผนหรือวางตีมคอนเซ็ปมาก่อนแต่อย่างใด บังเอญมาจับความรู้สึกในภาพทั้งสองได้ก็ตอนแต่งภาพเล่นๆ

ช่วงนี้ผมพกกล้องตัวเก่งไปไหนมาไหนด้วยตลอดแม้ว่าบางครั้งจะไม่ได้ถ่ายอะไรเลย นั่นอาจจะเป็นเพราะผมไม่”เห็น”"สิ่งที่น่าสนใจ”ในเส้นทางที่ผมผ่าน

ผมหิ้วกล้องไปด้วยทุกวันเพราะกำลังทำการทดลองอย่างใดอย่างหนึ่งกับความคิดตัวเองครับ ผมต้องการอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วจิตใต้สำนึกลึกๆของผมช่วงนี้ต้องการอะไร โดยตั้งกติกาง่ายๆสำหรับการทดลองนี้คือ ถ่ายตามสัญชาตญาณ ถ่ายเมื่ออยากถ่ายโดยไม่แคร์ว่าภาพมันจะสวยมันจะได้องค์ประกอบหรือไม่    

ผลออกมาก็อย่างที่เห็นครับ มันเป็นมิติหนึ่งในความคิดผมที่กำลังถูกแสดงออกมาชัดเจน (จากในหลายๆรูป) ผมทำการตั้งชื่อเขียนตัวหนังสือคำว่า wish ตัวเล็กๆ ลงไปในภาพด้วย มันก็ยิ่งชัดเจนขึ้นในความคิดที่วนเวียนอยู่ในความรู้สึกส่วนลึกๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า”แม่น”เลยทีเดียว  ใช่ครับ ผมกำลัง “ปรารถนา”

อะเดย์เล่มล่าสุดที่ผมเพิ่งซื้อมา ปกพี่จิก ประภาส ได้ให้ความเบาใจในความรู้สึกผมในเรื่อง”ความปรารถนา” ได้ชะงัดนัก ในบทสัมภาษณ์ พี่จิกได้ตอบคำถามๆหนึ่งว่า

“ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องการได้เป็นอะไรเท่าการได้ทำอะไร อย่าไปฝันว่าอยากเป็นอะไรกัน คุณต้องอยากทำอะไรก่อน แล้วจะเป็นเอง”

แค่คำตอบนี้ก็ทำให้ผมหลับสนิทแล้วครับ


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.